Retour

Explorez tous les épisodes du podcast 2 จิตตวิเวก

Plongez dans la liste complète des épisodes de 2 จิตตวิเวก. Chaque épisode est catalogué accompagné de descriptions détaillées, ce qui facilite la recherche et l'exploration de sujets spécifiques. Suivez tous les épisodes de votre podcast préféré et ne manquez aucun contenu pertinent.

Rows per page:

1–50 of 365

TitreDateDurée
ศรัทธาเกิดได้ด้วยปัญญาสาม [6827-2m]30 Jun 202500:57:03
ศรัทธาที่เกิดได้ด้วยปัญญามีอยู่สามระดับ ดังนี้ ปัญญาที่เกิดจากการฟังเรียกว่า สุตมยปัญญา แม้จะเลือกฟังจากผู้เป็นกัลยาณมิตรแต่ศรัทธาในชั้นนี้ยังคลอนแคลนอยู่ อาจกลายเป็นความงมงาย จึงควรเพิ่มปัญญาส่วนที่สอง คือ ปัญญาที่เกิดจากการใคร่ครวญคิดพิจารณาเรียกว่า จินตามยปัญญา มีวิมังสา ตรวจสอบ พิจารณาเหตุผลคือมีมูลราก ก่อให้เกิดศรัทธา ความเชื่อ ความมั่นใจ ความเลื่อมใส ที่มั่นคงกว่าสุตมยปัญญา แต่ก็ยังไม่มั่นคงถึงที่สุด จึงควรเพิ่มปัญญาส่วนที่สาม คือ ปัญญาที่เกิดจากการพัฒนา เห็นแจ้งด้วยตัวเองจริงๆ เรียกว่า ภาวนามยปัญญา คือ ปัญญาที่เกิดจากการภาวนา ลงมือทำความเพียร สติระลึกถึงแต่สิ่งที่เป็นกุศล เกิดโวสสัคคารมณ์ คือ จิตที่มีการปล่อยวางอารมณ์ มีอารมณ์อันเดียว เกิดปัญญาขั้นสูงจนไม่ต้องเชื่อตามศาสดาตน เพราะเป็นปัญญาที่เห็นแจ้งด้วยตน ศรัทธาที่เกิดนี้เป็นศรัทธาที่มั่นคง มีมูลรากแล้วลงมือทำ จนเกิดวิชชา เกิดปัญญา จาก “ภาวนามยปัญญา”

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

ทางออกจากคุก [6826-2m]23 Jun 202500:54:41
พิจารณาลงมาในกายเริ่มจากด้านนอกไล่เลาะเข้าด้านใน ล้วนประกอบด้วยธาตุทั้ง 6 มีอายตนะเป็นช่องทาง มีวิญญาณเป็นตัวเชื่อมนามและรูป มีการ lock กันขึ้น มีความเพลินความพอใจมีความยึดถือเกิดความเป็นตัวตนขึ้นมา ทำให้เมื่อตายยังคงมีการหมุนวนไปในวัฏฏะ จะวนไปเกิดในที่ใดขึ้นกับเหตุปัจจัยที่เข้าไปยึดถือ เปรียบเหมือนการติดคุกติดในวัฏฏะ จะพ้นจากคุกได้ก็ด้วยการปฏิบัติมาตามมรรคแปด ศีล สมาธิ ปัญญา เหตุนี้ควรทำสติและปัญญาให้เกิดจนเห็นว่าทุกสิ่งไม่มีค่าให้ควรยึดถือ เป็นอนัตตา ทำนิพพานให้แจ้งได้ 

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

ความเร็วแห่งอายุสังขาร [6817-2m]21 Apr 202501:01:11
พิจารณากายด้วยปัญญาว่ากายเป็นเพียงธาตุสี่ ดินน้ำไฟลม มีเกิด-ตาย-เกิด-ตาย ในกายเรา เป็นกระแสของธาตุสี่ เราจึงเห็นเหมือนเป็นตัวตนของเราขึ้นมา หากแต่ถ้าเรามีจิตสงบที่เริ่มจากสติ จะเกิดสมาธิ จะมีปัญญา เห็นตัวเราว่าไม่ใช่ตัวเรา แต่เป็นเพียงกระแสของการเกิด-ดับ-เกิด-ดับ ตลอดเวลา พิจารณาว่ากายนี้ไม่เที่ยง ไม่มีตัวตน เปลี่ยนแปลงตามเหตุปัจจัย เห็นตามความเป็นจริงด้วยปัญญาซ้ำๆ จะเกิดความหน่าย ละวางกายนี้ลงได้ 

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

ธรรมที่คู่กัน [6631-2m]31 Jul 202300:54:07

เจริญธัมมานุสสติ พิจารณาธรรมที่คู่กัน คือ

อินทรีย์หก คือ ความเป็นใหญ่ของช่องทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และ

อินทรีย์ห้า หรือพละห้า คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา

โดยจิตที่มีกำลังจาก “อินทรีย์ห้า หรือพละห้า” จะทำให้เราไม่ไหลไปตามกระแสของตัณหาที่ไหลเชี่ยว

จะช่วยให้เราทวนกระแสของ อินทรีย์หก โดยมี “สติ” เป็นตัวปรับจูน เพื่อให้กระแสน้ำของเรา ไหลไปตามกระแสแม่น้ำเดียวกัน ที่จะไปออกสู่ทะเลได้ คือ นิพพาน นั่นเอง.

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

ประตูแห่งประโยชน์ [6630-2m]24 Jul 202300:56:43

เจริญพุทธานุสติ ระลึกถึงคุณธรรมของพระพุทธเจ้า

เพื่อไปตามทางที่ท่านพาดำเนินไป เปิดประตูแห่งประโยชน์,

ใคร่ครวญธรรมะชื่อว่า ประตูแห่งประโยชน์,

ท่านให้แนวทางไว้ หกประการ เพื่อใช้ตัดสินใจ แล้วได้ประโยชน์มากที่สุด

หนึ่ง คือ ความไม่มีโรค, สอง คือ ศีล, สาม คือ การคล้อยตามผู้รู้, สี่ คือ การสดับรับฟัง, ห้า คือ การประพฤติธรรม และหก คือ ความไม่ท้อถอย, หกประการเหล่านี้เป็นประตูแห่งประโยชน์, เราจะมีความแจ่มแจ้งมีความเข้าใจ, จะรู้ทางไปที่ดีได้ จะเป็นประโยชน์ในชีวิตของเรา.

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

ทางไปต่อ อยู่ตรงรอยต่อ [6629-2m]17 Jul 202300:58:11

ช้างของพระราชาที่ควร ช้างสั่งให้ไปสู่ทิศใด ที่เคยไปหรือไม่เคยไป ก็ย่อมไปสู่ทิศนั้นโดยพลันท่านเทียว,

เจริญอานาปานสติ เพื่อฝึกพาจิตของเราไปตามทางอันเกษม ทางอันมีองค์ประกอบอันประเสริฐแปดอย่าง ไปตามทางที่เราไม่เคยไป คือ นิพพาน,

เปรียบเราเหมือนช้างที่ออกจากป่า คือ มีสัมมาทิฏฐิ เพื่อมาฝึกแสวงหาปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า (คนฝึกช้าง), เพื่อให้จิตสงบ ไม่เผลอเพลิน จึงจำเป็นต้องผูก “จิต” ไว้กับ “สติ” ด้วย “ลมหายใจ” เปรียบเหมือนผูกช้างไว้กับเสาด้วยโซ่ตรวน

เมื่อสติมีกำลัง มากขึ้น, ควาญช้างจะสั่งให้ไปสู่ทิศใด ที่เคยไปหรือไม่เคยไป ก็ต้องไปสู่ทิศนั้น

เปรียบเราฝึกจิต ให้รับคำสอนของพระพุทธเจ้า นอบน้อมเดินตามทาง, ที่เราไม่เคยไปในสังสารวัฏ, ให้จงไปตรงนั้น คือ นิพพาน,

จุดทางเข้านิพพาน, คือ เราต้องเห็นรอยต่อ, รอยต่อ คือ เห็นความไม่เที่ยง, เห็นการเกิดขึ้น การดับไป ของทุกอย่างที่เราเห็น ได้ยิน ได้สัมผัสนั้น, ณ ปัจจุบัน, นั่นจะเป็นประตู,

แล้วเคาะประตู คือ น้อมเข้ามาสู่ตัวเราว่า, จิตเราก็ไม่เที่ยง, ใคร่ครวญว่า ไม่เที่ยง คือ ทุกข์, ไม่ใช่ตัวตนของเรา, เราไม่ควรจะยึดถือ, ให้วางความยึดถือนั้นเสีย, วางด้วยปัญญานั้นคือ เปิดประตูเข้าไปเลย,

จิตจึงดำรงอยู่ด้วยดี

มีความร่าเริงอยู่ด้วยดี ตั้งอยู่ด้วยดีด้วยสติ, 

ชื่อว่ารับเอาปัญญาที่พระพุทธเจ้าท่านมอบไว้,

ให้เป็นผู้มีส่วนแห่งปัญญาที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้แล้ว 

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

หนทางแห่งการไม่เกิดอีก [6628-2m]10 Jul 202300:55:37

เจริญธัมมานุสติ คือ การระลึกถึงธรรมะ, ใคร่ครวญบทแห่งธรรมในชื่อที่ว่า อชาตสูตรคือการไม่เกิดอีก,

ตั้งสติให้เกิดขึ้น จากการปรุงแต่ง คำว่าธัมโม, จนจิตระงับลง, อาจมีความคิดนึกนั่นคือ มีวิตก วิจารอยู่บ้าง นี่คือฌานหนึ่ง,

นั่นคือ จิตเป็นสมาธิแล้ว, เกิดเป็นสัมมาสมาธิ, องค์ประกอบอันประเสริฐแปดอย่างได้เกิดขึ้นแล้ว,

สติก็พัฒนาขึ้นไปอีก, ให้มีความละเอียดลงละเอียดลง, ความคิดนึก วิตกวิจาร ระงับ, เข้าสู่ฌานสอง, สติตั้งไว้ตลอด ต่อเนื่องๆ, ความระงับลงก็มากขึ้น ละเอียดลงไปอีก, จะเหลือแต่อุเบกขาสุข คือ วางเฉย แต่ยังมีสุขเจืออยู่ คือ ฌานสาม, สติเราตั้งไว้ไม่เผลอ ความระงับลงก็ลึกซึ้งไปอีก, เหลือแต่อุเบกขาล้วน ๆ คือ ฌานสี่, ฝึกทำอย่างนี้เข้า ๆ ออก ๆ อยู่เรื่อย ๆ, จนอินทรีย์แก่กล้า,

ใคร่ครวญ ธรรมะพระพุทธเจ้า “สิ่งที่ไม่เกิด ไม่เป็น ไม่ถูกอะไรทำ ไม่ถูกอะไรปรุง นั้นมีอยู่”,

ด้วยจิตที่เป็นสมาธิ ถ้าว่า “การเกิด การปรุง มีอยู่, การดับ การไม่ปรุงก็ต้องมี”,

แล้วจะให้ดับ นั่นคืออย่าไปสร้างเหตุ, นั่นคือ ให้เหตุดับ, ด้วย

“การปรุงแต่ง ที่ลดลง ระงับลง, เป็นปัจจัยเงื่อนไขให้เกิด ความมี ความเป็น ลดลง ลดลง”,

ปฏิบัติไปตามทางนี้ ให้อินทรีย์แก่กล้าขึ้น, จนจิตระงับลง ระงับลง เข้าสู่สภาวะที่ไม่เกิด, ไม่มี, ไม่ถูกอะไรทำ, ไม่ถูกอะไรปรุงแล้ว, มาตามทางนี้, ทางอันมีองค์ประกอบอันประเสริฐแปดอย่าง, แล้วเราจะอยู่เหนือสุขเหนือทุกข์ได้.

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

ห้านาที่ที่มีสุขด้วยมรณสติ [6627-2m]03 Jul 202300:55:14

พิจารณาให้เห็นว่า “เหตุปัจจัยแห่งความตายนั้นมีมาก”,

จึงควรอยู่ด้วยการไม่ประมาท ด้วยการเจริญมรณสติ,

การเจริญมรณสติไม่ได้คิดถึงความตาย,

แต่ให้คิดว่า ช่วงที่เราอยู่ เราจะอยู่อย่างไร,

เราจะตัดกระแสนี้ได้ โดยการตั้งสติไว้, ให้คิดเรื่องที่ดี, อย่าให้มีอกุศล กาม พยาบาท เบียดเบียน, ทั้งทางกาย และความคิด,

ถ้าจะคิด, ให้คิดอุเบกขา-วางเฉย, คิดมุทิตา-ยินดี, คิดกรุณา-ปรารถนาให้พ้นทุกข์, คิดเมตตา-ปรารถนาให้มีความสุข,

พูดแต่เรื่องที่เป็นกุศล เรื่องที่จะเป็นความอ่อนน้อม ประนีประนอม,

อย่าฆ่าสัตว์ ไม่โกหก ไม่ขโมย ไม่เบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่น แบ่งปัน ให้ทาน, ไม่ประมาท

อยู่แบบนี้มีอานิสงส์มาก มีผลมาก เป็นทางที่จะไปสู่นิพพาน.

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

ลุกขึ้นเถิด จงตื่นจากความหลับ [6626-2m]26 Jun 202300:54:28

เจริญพุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ

ลุกขึ้นทำความเพียร ให้เห็นด้วยปัญญาว่า จิตนั้น ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวเราของเรา,

สติจะควบคุมจิตไว้ ไม่ให้สะดุ้งสะเทือนตามผัสสะที่เข้ามากระทบ, นั่นคือ บรรลุสันติธรรม คือ ความสงบจากสิ่งภายนอก, หากแต่ความสงบนี้ก็ไม่เที่ยง,

เนื่องจากจิตมีความเป็นประภัสสร คือ เปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งนั้น สิ่งนี้ ตามการรับรู้, หากเราไม่มีสติควบคุมไว้ สิ่งนั้นก็กลายเป็นสิ่งที่มีอำนาจเหนือจิตขึ้นมาทันที, เกิดความเป็นตัวตนขึ้นมาอีก,

ปัญญาจากการระลึกถึงพุทโธ ธัมโม สังโฆ, จะฉายให้เห็นว่า, จิตไม่เที่ยง, จิตไม่ใช่ตัวเรา, จิตเป็นเพียงกระแสของวัฏฏะ, ที่มีความต่อเนื่องๆ เกิด-ดับ เกิด-ดับ สืบต่อมา, ไม่ควรยึดถือว่าเป็นตัวเราของเรา, วางความยึดถือใน “จิต” นั้นเสีย, ให้มาทางมรรคมีองค์แปด, ทางกายให้เป็นไปด้วย สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ, ทางวาจาให้เป็นไปด้วยสัมมาวาจา, ทางใจก็ให้เป็นไปด้วยสัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ,

วางความยึดถือใน “จิต”, ปฏิบัติตามทางมรรคมีองค์แปด, มีสติสัมปชัญญะ, มีปัญญา, มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่งอันสูงสุด.

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

พิจารณาปัจจัยสี่โดยความเป็นธาตุ [6625-2m]19 Jun 202300:58:32

เจริญอานาปานสติ คือ เพื่อให้เกิดสติ สมาธิ ปัญญา

พิจารณาสิ่งที่สัมผัสได้ด้วยกาย คือ ปัจจัยสี่, อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค นั้นเป็นไปตามธรรมชาติของเขา, 

ให้เห็นว่า “ธาตุมัตตะโก คือ สักว่าเป็นธาตุตามธรรมชาติ, ธาตุมัตตะเมเวตัง คือ เป็นของมันอยู่อย่างนี้ มันเป็นธรรมชาติของมันอย่างนี้, ยะถาปัจจะยัง คือ เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของมันอยู่แล้ว, นิสสัตโต ไม่ได้เป็นสัตวะอะไรที่ยั่งยืน, นิชชีโว ไม่ได้เป็นชีวะอันเป็นบุรุษบุคคล ตัวตนเราเขา, สุญโญ ว่างเปล่าจากความหมายแห่งความเป็นตัวตน”

พิจารณาปัจจัยสี่ อาหาร ยา ที่ทานเข้าไป ไม่มีชีวิต, ก็เป็นเพียงธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศธาตุ ธาตุรู้, ถูกย่อยแล้วไปเสริมให้กายเราคงอยู่ได้ชั่วคราว คือ นิสสัตโต ไม่ได้เป็นอะไรที่ยั่งยืน, เป็นนิชชีโว ไม่ใช่เป็นตัวตน แต่อยู่ชั่วคราวตามเงื่อนไขปัจจัย, เป็นอย่างนี้ ด้วยความเป็นธาตุของเขาตามธรรมชาติ คือธาตุมัตตะโก, พิจารณาเจาะลึกเข้าไปถึงระดับโมเลกุล จะมีช่องว่างอยู่เต็มไปหมด, เป็นสุญโญคือว่างเปล่า ไม่ได้เป็นตัวตน,

พิจารณาซ้ำๆ ย้ำๆ ตามแนวทางของอริยสัจสี่ อริยมรรคมีองค์แปด ตามความจริงที่ปรากฏขึ้น จะเกิดปัญญาในขั้นโลกุตระ, พิจารณาธาตุสี่ ปัจจัยสี่ ให้เห็นถึงความไม่ใช่ตัวตน, เพื่อเกิดปัญญาปล่อยวางกายนี้ได้.

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

ความจริงที่แท้จริง คือ อิทัปปัจจยตา [6624-2m]12 Jun 202300:57:01

ทุกอย่างในโลกล้วนเป็น “อิทัปปัจจยตา คือ ความที่สิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย แล้วจึงเกิดสิ่งนี้สิ่งนี้ขึ้น ไม่ได้เป็นของตัวมันเอง”

พิจารณาให้เห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาอนิจจา เกิดขึ้นตลอดเวลา แม้แต่ลมหายใจเข้า-ออก ก็มีเหตุปัจจัยของเขา เกิดขึ้น ดับไป หรือตัวเราก็เป็นเพียงธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศธาตุ วิญญาณธาตุ หรือธาตุรู้ ประกอบกันขึ้นเท่านั้น หรือแม้จิตเราก็เกิด-ดับตามผัสสะที่มากระทบโดยมีกายเป็นสื่อเท่านั้น

นี่คือความจริง เป็นสัจจะ

เราจะเห็นความจริงนี้ได้ด้วยสติ เมื่อมีสติ สมาธิก็เกิด มีสมาธิแล้วใคร่ครวญจึงเกิดปัญญาขึ้น สติ สมาธิ ปัญญา ก็คือ สติปัฏฐานสี่ ก็คือ อานาปานสติ

เมื่อมีปัญญาที่ “ต่อ” มาจากพระพุทธเจ้า ตามแนวที่พระพุทธเจ้าพิจารณาเอาไว้,

เราจะเห็นความจริงด้วยปัญญาว่า จิตของเราก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่ควรที่จะไปยึดถือ

 “เมื่อปัญญาหรือวิชชาเกิด อวิชชาก็ดับ”

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

อานาปานสติเพื่อความเป็นอาชาไนย [6623-2m]05 Jun 202300:57:55

เจริญอานาปานสติปัฏฐาน เพื่อฝึกตนให้เป็นบุคคลอาชาไนย,

เอาจิตเพ่งอยู่ที่ลมหายใจ การเพ่งมีสองแบบ คือ เพ่งแบบกระจอก และเพ่งอย่างอาชาไนย,

เพ่งแบบกระจอก คือ เพ่งไปในเรื่องที่จะให้เกิดนิวรณ์ ในเรื่องของความเศร้าหมองแห่งปัญญา จิตที่เพ่งกับสิ่งต่างๆ เหล่านั้น จะเพลินไปตามอารมณ์ จะสะดุ้งสะเทือนตลอดเวลา นั่นคือ บุคคลไม่อาชาไนย,

หากแต่บุคคลอาชาไนย คือ ผู้ที่ใช้จิตจดจ่อ เพ่ง (ควบคุม) อยู่ที่ลมหายใจ เพื่อให้เกิดสติ เพื่อให้เกิดสมาธิ ไม่เพ่งไปตามนิวรณ์ ไม่เพลินไปตามผัสสะ จิตก็จะไม่สะดุ้งสะเทือน และพร้อมที่จะฝึกให้ยิ่งๆ ขึ้นไป,

เมื่อจิตมีสติ เป็นสมาธิแล้ว เราใช้สมาธิเป็นเครื่องมือให้เกิดปัญญา ด้วยการ “น้อมจิต” ไป พิจารณากายเรา เป็นเพียงธาตุสี่ “ดิน น้ำ ไฟ ลม” เป็นธาตุสี่ที่เหมือนกับ ดิน น้ำ ไฟ ลม ที่อยู่ภายนอกเรานั่นเอง, จะเห็นว่ากายเราเป็นเพียงของที่ยืมเขามา, ไม่เที่ยง เพราะเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย, เมื่อเปลี่ยนแปลง จึงเป็นทุกข์ เพราะทนอยู่ไม่ได้, เมื่อเปลี่ยนแปลงตามเหตุปัจจัย นั่นคือ เป็นอนัตตา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา,

เข้าใจอย่างนี้ จึงเรียกว่าเข้าใจถูก แบบบุคคลอาชาไนย, 

การเพ่งแบบนี้จะได้รับการนอบน้อมสูงสุด จะได้รับการบูชาสูงสุด เพราะเป็นบัณฑิตขั้นสูงสุด สูงสุดแบบพระอรหันต์.

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

การภาวนาในขันธ์ทั้งห้า [6622-2m]29 May 202300:58:07

เจริญธัมมานุปัสนาสติปัฏฐาน ใคร่ครวญธรรมะเรื่อง ขันธ์ห้า, ภาวนาพิจารณาอริยสัจสี่ หรือมรรคแปด ลงไปในขันธ์ทั้งห้าเพื่อให้เกิดปัญญา   

พิจารณาใคร่ครวญ ขันธ์ห้า ที่มีเพียงรูปและนาม ด้วยจิตที่สงบให้เห็นถึงความไม่เที่ยง ไม่มีตัวตนคือเป็นอนัตตา เปลี่ยนแปลงตามเงื่อนไขปัจจัย มีเกิด มีดับ อยู่ตลอดเวลา

หากแต่เมื่อใด เราเผลอเพลินพอใจ ลุ่มหลงตามสิ่งที่ไม่มีตัวตน เป็นอนัตตา, ความเพลินความพอใจนั้นคืออุปาทาน คือความยึดถือ เกิดขึ้นในสิ่งที่เป็นอนัตตา, จึงเผลอเข้าใจว่าสิ่งนั้นเป็นของเรา เป็นตัวตนของเรา เป็นเรา, เกิดเป็นอัตตาขึ้นมา, ทุกข์จึงเกิดขึ้น ไม่สิ้นสุด

จะดับทุกข์ได้ ต้องเห็นขันธ์ทั้งห้าด้วยความเป็นของไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวเราของเรา ด้วยสติ, ด้วยมรรคแปด, ปราศจาก กาม พยาบาท เบียดเบียน, ศีล-สมาธิ-ปัญญา ก็รักษาจิตของเรา ให้มีความสงบ สติตั้งมั่น,

พิจารณาความไม่เที่ยงในช่องทางใจของเรา, เห็นด้วยความเป็นอนัตตา, ละความยึดถือ, ความทุกข์ สะดุ้งสะเทือนไม่เกิด, ปัญญาซึ่งเป็นส่วนที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ก็เกิดกับเราทันที และได้ชื่อว่า เราเป็นผู้มีส่วนแห่งปัญญาของท่าน.

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

ที่พึ่งสุดท้าย [6816-2m]14 Apr 202500:54:18
ตั้งจิตอย่างไร อะไรจะเป็นที่พึ่งสุดท้ายของเรา, เมื่อมีสุข ทุกข์ผ่านเข้ามา, แม้ทุกข์ก็ทำให้เกิดกุศลได้ เริ่มจากตั้งจิต ให้ศรัทธาในศีล ปฏิบัติตามธรรมะคือ ศีล สมาธิ ปัญญา นั่นคือธัมโม, ลงมือปฏิบัติตามนั่นคือสังโฆ, ปฏิบัติแล้วเกิดความรู้ วิชชานั่นคือพุทโธ, ดังนั้น ที่พึ่งสุดท้ายที่จะเป็นที่พึ่งเราได้ คือพึ่งตน พึ่งธรรม คือ พุทโธ ธัมโม สังโฆ 

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

พุทธกิจห้าประการ ต้นแบบการบริหารเวลา [6621-2m]22 May 202300:58:08

เจริญพุทธานุสติเพื่อเข้าใจพุทธกิจ ห้าประการของพระพุทธเจ้า เพื่อเป็นต้นแบบการบริหารจัดการเวลาของเรา

พุทธกิจที่หนึ่ง ตอนเช้าบิณฑบาตด้วยปลีแข้ง โปรดสัตว์ให้ได้ให้ทาน, พุทธกิจที่สอง ตอนเย็นแสดงธรรมต่อคฤหัสถ์, พุทธกิจที่สาม ยามแรกแห่งราตรี อบรมภิกขุสงฆ์, พุทธกิจที่สี่ ยามกลางแห่งราตรี ตอบคำถามเทวดา, พุทธกิจที่ห้า ยามท้ายแห่งราตรี ตรวจอุปนิสัยสัตว์ใดมีอินทรีย์แก่กล้าที่จะบรรลุธรรม

น้อมเข้ามาสู่ตัวเรา ในการแบ่งเวลา อย่างมีประสิทธิภาพ, ไม่ให้สิ่งที่เป็นมิจฉาสมาธิมาดึงเวลาของเราไป ด้วยการปิดช่องทางนั้นเสียเช่นจัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม, ใช้สติสัมปชัญญะจากภายในของเราเอง, รวมถึงการทำแบ่งเวลาให้ทิศทั้งหกอย่างเหมาะสม หรือใช้ปัญญาพิจารณาว่า วันคืนล่วงไปๆ เราทำอะไรอยู่

ด้วยการทำอย่างนี้ การแบ่งเวลาของเราจะมีประสิทธิภาพ

ให้เวลากับทุกด้านของชีวิตอย่างเหมาะสม นี่คือ การภาวนาในชีวิตประจำวัน

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

ธรรม และวินัย คือ ศาสดา [6620-2m]15 May 202300:56:59

เจริญพุทธานุสติด้วยการตามระลึกถึงพระพุทธเจ้า ระถึงถึงเหตุการณ์ถึงตอนที่พระพุทธเจ้าใกล้ปรินิพพาน

พระพุทธเจ้าทรงตรัสกับพระอานนท์ว่า ดูก่อนอานนท์ธรรมะ และวินัยใดที่เราตถาคตแสดงแล้วบัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย เมื่อเราปรินิพพานแล้ว ธรรมะ และวินัยนั้นจะเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย

สติตั้งไว้อยู่กับพุทโธ ธรรรมะนี่แหละที่เป็นศาสดา คือ ผู้สอนแทน จะเป็นสิ่งที่เราเคารพบูชา เป็นสรณะ เป็นที่พึ่ง ที่ระลึกได้ รวมถึงคำสอนที่ออกมาในรูปของวินัย คือ ศีล ที่เป็นระบบแนวทางแห่งความสำเร็จ

พระศาสดา คือ ผู้สอน คำสอน คือ ธรรมะ สังโฆ คือ ผู้ปฏิบัติ นั่นคือ อยู่ที่ตัวเรา

ตราบใดที่เรามีสติตั้งไว้ มีคำสอนตั้งไว้ มีพุทโธ ธัมโม สังโฆอยู่ที่นี่

คำสอน คือ ธรรม และวินัยยังมีอยู่ ศาสนา คือ คำสอนก็ไม่ได้สูญหายไปไหน

ให้ระลึกว่า เราเป็นหนึ่งในผู้ที่รักษาคำสอน เป็นหนึ่งในผู้ที่ปฏิบัติตามโอวาท ยังระลึกถึงองค์พระพุทธเจ้า ผู้ที่บอกสอนเอาไว้อยู่

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

อุบายสู่ความวิเวกตามกาลอันควร [6619-2m]08 May 202300:56:22

“พึงเข้าถึงปีติอันเกิดแต่วิเวก อยู่ตามการอันควรด้วยอุบายอย่างไร”

ด้วย “ลมหายใจ”เป็นเครื่องมือที่จะหาความวิเวกในจิตของเรา ให้เข้าถึงความอิ่มเอิบใจ ความสบายใจที่อยู่ในภายใน

ให้ยินดีในความสุข,ความปีติ, ความสงัด ให้หาจุดนี้ให้เจอ ด้วยความเพียร

แล้วใช้ความเพียร ตรวจหาสมาธิให้เจอ, ตรวจหาคือสติ, พอมีความสงบ นั่นคือ สมาธิ

สัมมาวายามะ สัมมาสติ และ สัมมาสมาธิ เกิดขึ้นแล้ว, สะสมสติ สะสมความเพียร สะสมปัญญา ทีละน้อยๆ

จิตสงบ-ระงับ ที่เกิดขึ้นจากในภายใน ไม่ต้องอาศัยสิ่งอื่นๆ เป็นเครื่องล่อ นั่นคือปีติอันเกิดจากวิเวก หรือ นิรามิสสุข

ความสะดุ้งสะเทือนหวั่นไหวไปตามการเปลี่ยนแปลง มันจะลดลงหรือมันถึงกลับไม่มีเลย, อกุศลดับไป ไม่เกิด กาม พยาบาท เบียดเบียน, ก็เหลือแต่กุศลอย่างเดียว,

รู้จักแยกแยะได้, มีสติเป็นเครื่องสังเกต, มีปัญญาเป็นเครื่องรู้, มีสมาธิเป็นเครื่องอยู่, มีความเพียร มีศรัทธาเป็นกำลัง,

อินทรีย์ห้า ก็เจริญขึ้นมา, อินทรีย์ห้า เป็นองค์ธรรมแห่งการตรัสรู้, อินทรีย์ห้าเจริญมีความแก่กล้าขึ้นมาก็ตรัสรู้ธรรม. 

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

สุขต้องสร้าง [6618-2m]01 May 202300:54:48

การรอ-การหาความสุขจากผู้อื่น ท่านเปรียบเหมือนว่า เรายืมรถเขามาขับ ยืมเงินเขามาใช้ ถึงเวลาเราต้องคืนเขา

หากแต่เราสามารถสร้างสุขของเราเองได้ ด้วยลมหายใจของเราเอง

คือ การเจริญอานาปานสติ กำหนดสติอยู่กับลมหายใจอย่างต่อเนื่อง กุศลธรรมเจริญ อกุศลธรรมลด นั่นคือ ความเพียร ทำจริง แน่วแน่จริง

จะเกิดความเพียรได้นั้น คือ เราต้องมีศรัทธา ศรัทธานั้น คือ ความมั่นใจว่า 1. เราต้องทำได้ 2. มั่นใจในกระบวนการที่ทำ 3. มั่นใจในผลสำเร็จของการกระทำที่ได้

จะมีศรัทธาได้ เราต้องเห็นทุกข์ เห็นปัญหา เห็นความไม่เที่ยง

เห็นทุกข์จึงทำให้เกิดศรัทธา ผลักดันให้เราลงมือทำนั่นคือมีความเพียร

เมื่อสติจดจ่ออยู่กับลมหายใจ จะทำให้เราเกิดสมาธิ สะสมทีละนิด ทีละนิด จนเกิดเป็นปัญญา

ปัญญาเป็นผลของการที่จิตเป็นอารมณ์อันเดียวผสมกับสมาธิ ผสมกับความเพียร ผสมกันแล้วเกิดปัญญา

ปัญญาที่เกิดขึ้น ก็ทำให้เกิดความมั่นใจ คือ ศรัทธา เกิดความเพียร ลงมือทำ สติก็ยิ่งมีกำลัง จิตก็ยิ่งเป็นสมาธิ ปัญญาก็ยิ่งเกิด เห็นตามความเป็นจริง วนไปๆ เป็นวงจรแห่งความสำเร็จ ตามแนวทางของพระพุทธเจ้า เพื่อที่จะ “ไม่เป็นผู้ร้อนใจ ในภายหลัง”

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

พิจารณาสังขารผ่านอนิจจสัญญา [6617-2m]24 Apr 202300:56:57

เจริญอนิจจสัญญา คือ ความหมายรู้โดยเห็นความไม่เที่ยงของสิ่งต่างๆ เห็นได้ด้วยปัญญา

ปัญญาจะเกิดได้ด้วยมาจากสัญญา คือ ความหมายรู้ ซึ่งมีสองอย่าง คือ 1. สัญญาที่เป็นสมาธิ จิตรวมเป็นอารมณ์อันเดียว และ 2. สัญญาที่เป็นความรู้ ความจำ

ส่วนสังขารก็มีสองอย่าง คือ 1. การปรุงแต่งเปลี่ยนแปลงจากสัญญาแบบหนึ่งเปลี่ยนแปลงเป็นสัญญาอีกแบบหนึ่ง และ 2. พระพุทธเจ้าทรงตรัสถึง“สิ่งทุกๆอย่างเป็นสังขาร (ปรุงแต่ง) หมด” เพราะอาศัยเงื่อนไขปัจจัยปรุงแต่งมา ทุกๆ สิ่งจึงมีความไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน มีความพร่องตลอด จึงเป็นทุกข์ เรียกว่าทุกขอริยสัจ

ให้พิจารณาตามแนวทางของอริยสัจสี่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เห็นว่าเป็นของไม่เที่ยง ไม่มีเจ้าของ

ทุกข์ก็ไม่เที่ยง ต้องทำความเข้าใจสมุทัย หรือตัณหาก็ไม่เที่ยง ต้องละ ต้องดับ มรรคแปดก็ไม่เที่ยง แต่ต้องทำ หรือเจริญให้มากๆ

จะเห็นว่าสังขารไม่เที่ยง

เพราะมีเงื่อนไขปัจจัยอาศัยกันมา ไม่ใช่ของเรา

ไม่มีสาระแก่นสารอะไรที่จะเข้าไปยึดถือด้วยความเป็นตัวตน ปัญญา แสงสว่าง เกิดขึ้น ปล่อย ละ วาง ความยึดถือ เหลือแต่ สติ ศีล สมาธิ ปัญญา

ฝึกทำอย่างต่อเนื่อง ปัญญาจะเกิดขึ้นให้เราเห็นสิ่งต่างๆด้วยความเป็นของไม่เที่ยง

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

ระลึกถึงความตายเพื่อความอยู่ดี [6616-2m]17 Apr 202300:58:46

“เจริญมรณสติ คือ การยอมรับความจริงถึงความตาย แล้วตั้งใจที่จะอยู่ ด้วยความดี คือ อยู่อย่างดีนั่นเอง”

พิจารณามรณสติ เพื่อให้เกิดปัญญา เกิดความไม่ประมาท ไม่เพลิน

พิจารณาโดยเฉพาะ “รอยต่อ” ว่ากายเรามีรอยต่อมาก ตายได้ตลอดเวลา กายเป็นเพียงธาตุสี่มาประกอบกัน เมื่อตายไปแล้วภพนี้พังลง กายนี้แตกลง ธาตุทั้งสี่ก็แยกจากกันไป ไม่เหลืออะไร

จิตก็เหมือนกัน ตายได้ มีเกิด มีดับตลอดเวลา เกิด-ดับอย่างต่อเนื่อง เรียกว่าเป็นกระแส

เราจึงเข้าใจคลาดเคลื่อนคิดว่า กระแสนั้น เป็นตัวตน และคิดว่ามี “ตัวเรา” คงอยู่ตลอดเวลา

จิตเราที่ตายแล้วจากภพก่อนๆ จะสะสมๆ เป็นอาสวะ แล้วไปยึดถือสิ่งอื่นๆ ทั้งนามและรูป เกิดในภพต่อๆ ไป ตามสภาวะการสะสมของเราเอง แล้วยังมี “รอยต่อระหว่างภพ” เราจะได้รับผลกรรมของเราเอง สุขหรือทุกข์ ขึ้นอยู่กับ สิ่งที่เราทำ

ดังนั้น จึงต้องอยู่ด้วยความไม่ประมาท อยู่ด้วยความดี เร่งสร้างกุศล ละอกุศล ด้วยการรักษาศีล มีสัมมาวาจา มีการแบ่งปันมีการให้ มีเมตตา มีกรุณา มีอุเบกขา อยู่อย่างนี้ 

“อยู่อย่างมีปัญญา” ปัญญาเป็นดั่งแสงสว่างที่จะนำทางเรา ไปตามทางความดี ก็จะสู่ที่เกษมที่ปลอดภัยได้นั่นเอง

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

เหตุต้นผลปลาย แจ้งได้ด้วยปัญญา [6615-2m]10 Apr 202300:59:02
“ผู้ใดทราบส่วนสุดทั้งสองด้วยปัญญาแล้ว ไม่ติดอยู่ในท่ามกลาง เรากล่าวผู้นั้นว่าเป็นมหาบุรุษ ผู้นั้นก้าวล่วงเครื่องร้อยรัดในโลกนี้ได้แล้ว” ถ้าส่วนสุดข้างหนึ่งเป็นเหตุ ส่วนสุดข้างหนึ่งเป็นผล ความดับจึงมีตรงกลาง คือ เหนือเหตุเหนือผล เพราะมีอวิชชาจึงมีสังขาร อวิชชาเป็นตัวที่ล็อคเชื่อมสิ่งต่างๆ อยู่ในโลกนี้ มีอวิชชาแล้วมีตัณหาด้วย ตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด เหตุผลต่างๆ ให้เกิดขึ้น เข้าหากัน แค่เรารู้เราเข้าใจ ตรงกลางมันเป็นตัณหา เป็นอวิชชา วิชชา คือ ความรู้ เกิดขึ้นทันที…

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

ที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง [6614-2m]03 Apr 202300:58:49
เริ่มจากจุดที่มีปัญหา อย่าเริ่มที่คนนั้นมีปัญหา สิ่งนั้นมีปัญหา เรื่องนั้นมีปัญหา แต่ปัญหาทั้งหมด สุมรุมอยู่ในจิตใจเรา เริ่มที่ช่องทางใจของเรา..ตรงความกลุ้มใจกังวลใจ ความโกรธ ความไม่พอใจ จับได้ตรงไหน เล็งไปตรงนั้น เล็งให้ถูกจุด มันอยู่ตรงที่เรายึดถือ ถ้าตัดผิด แทนที่จะใช้ปัญญา ดันไปใช้กายวาจาใจตัด พูดทิ่มแทงพูดบังคับ ใช้กำลังขู่เข็ญ ความคิดนึกพยาบาทเบียดเบียนมุ่งปองร้าย นั่นคือ ไม่ถูก เป็นอกุศล ถ้าใช้ปัญญาในการตัด ปัญญาเกิดตรงที่เราสร้าง ตรงสมาธิสร้างปัญญา…

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

นิโรธสัญญา [6613-2m]27 Mar 202300:54:54
“หากสิ่งที่มิได้เกิด มิได้เป็น มิได้ถูกอะไรทำ มิได้ถูกอะไรปรุง จะไม่ได้มีอยู่แล้วไซร้ ความรอดออกไปได้ของสิ่งที่เกิด ที่เป็น ที่ถูกอะไรทำ ที่ถูกอะไรปรุง จะไม่มีเลย เพราะเหตุที่มีสิ่ง ซึ่งมิได้เกิด มิได้เป็น มิได้ถูกอะไรทำ มิได้ถูกอะไรปรุงนั่นเอง จึงได้มี ความรอดออกไปได้ของสิ่งที่เกิด ที่เป็น ที่ถูกอะไรทำ ที่ถูกอะไรปรุงนั้น จึงปรากฎอยู่” เข้าใจธรรมชาติของความเกิดขึ้นความดับไปของสิ่งต่างๆ ด้วยเงื่อนไขปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว แต่เพราะลูกศรมันยังมีอยู่ตลอด ดับไปแล้วเชื้อมันยังมี ก็เกิดขึ้นได้อีกทันที ลูกศรคือสังขารการปรุงแต่ง เชื่อมกันเพราะมีตัณหา ต่อไปแล้วก็ต่อไป ทำอย่างไรที่จะจบ ทางรอดมีอยู่…จะเข้าใจได้ จิตต้องสงบเป็นสมาธิ ในที่นี้เริ่มด้วยการเจริญอานาปานสติ

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

ธรรมที่เป็นส่วนแห่งวิชชา [6612-2m]20 Mar 202300:58:28

“สมถะ…เมื่ออบรมแล้ว จิตจะเจริญ จิตเมื่อเจริญแล้ว จะละราคะได้

วิปัสสนา…เมื่ออบรมแล้ว ปัญญาจะเจริญ ปัญญาเมื่อเจริญแล้ว จะละอวิชชาได้”

เพราะเกินกำลังของสติ ‘ความฟุ้งซ่านความง่วงซึม’ ถ้ามีสติเห็นแล้ว อย่ากังวลอย่าบังคับจิต แต่เห็นเป็นเครื่องหมายแล้วใช้ ‘สมถะวิปัสสนา’ ทำจิตให้สงบเป็นอารมณ์อันเดียว เห็นตามความเป็นจริงในความเป็นของไม่เที่ยงเป็นอนัตตาของสิ่งต่างๆ ที่มากระทบ จะปรับสมดุลมาตรงกลางได้ วางได้ สามารถละอาสวะที่เป็นรากเหง้าของอวิชชาได้

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

การเติบโตของสติศรัทธาและปัญญา [6815-2m]07 Apr 202500:54:31

เจริญธัมมานุสติ นำธรรมมะมาตริตรึกเพื่อให้เกิดปัญญา

ฝึกจิตให้เป็นพืชที่เติบโตได้ คือการสร้างศรัทธาอย่างต่อเนื่องและเหมาะสม, มีสติเป็นปฏัก ควบคุม การลาก แอก, คันไถ คือปัญญา เพื่อให้ผานขุด เจาะลงไปในดิน, โดยมีน้ำรดพืช คือมีความเพียร, พรวนดินซ้ำๆ ย้ำๆ คือ การบริกรรม พืชก็จะงอกงาม, จิตเราก็จะมีการปรับเสมอๆกันระหว่างศรัทธาและปัญญา, ความเพียรและสมาธิ, มีสติเพิ่มมากยิ่งๆขึ้น จิตก็จะมีกำลังคืออินทรีย์ ในการพิจารณาตริตรึกธรรมะพระพุทธเจ้า ใคร่ครวญซ้ำๆ ก็จะเกิดปัญญา ละอวิชชาได้

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

ยึดถือสิ่งใด ทุกข์โทษในสิ่งนั้น [6611-2m]13 Mar 202300:58:16

“ในโลกไม่มีสิ่งใดๆ เลย ที่เมื่อเรายึดถืออยู่ จะเป็นผู้หาโทษไม่ได้”


มีไหมในโลกนี้สักสิ่งหนึ่งที่ถ้าเมื่อเรายึดถืออยู่ มันจะหาโทษไม่ได้ ‘โทษในที่นี้ หมายถึง ความที่มันไม่เที่ยง ความที่มันเปลี่ยนแปลงไป’ เป็นไปตามอย่างที่เรายึดถือ ยิ่งยึดถือมากยิ่งมั่นคง มันจะมีความเป็นไปอย่างนั้นเหมือนเดิม ตามที่เราปรารถนาตามที่เรายึดถือเอาไว้ ไม่เปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่น ให้มันเที่ยงแท้เหมือนเดิมเป็นปกติ เป็นอย่างนี้อยู่ตลอด ยิ่งถ้ายึดถือมาก ยิ่งมั่นคงมาก ยิ่งเที่ยงแท้มาก เป็นอย่างนั้นไหม มีไหม เราลองคิดดู

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

พิจารณาขันธ์ห้าตามความเป็นจริง [6610-2m]06 Mar 202300:52:38
ถึงเวลาที่จะปลดแอกตัวเราจากความยึดถือได้แล้ว ที่ไปยึดได้ คือ อุปาทาน เพราะเพลินพอใจในสิ่งใด มันติดกับสิ่งนั้นทันที โทษของมันก็มาด้วยเพราะความที่มันไม่เที่ยง จะกำจัดมันก็ละความยึดถือ อย่าให้เกิดความเพลินความพอใจ คือ เห็นโทษในความที่ไม่มีสาระไม่มีแก่นสาร เห็นบ่อยๆ จะเป็นอุบายเครื่องนำออกจากความยึดถือในสิ่งนั้น แต่ถ้าเห็นโทษอย่างเดียวไม่เห็นรสอร่อยไม่เห็นเหตุเกิดไม่เห็นสิ่งต่างๆ ครบถ้วน บางทีไปยึดกับการปฏิเสธทุกอย่างปฏิเสธสิ่งนี้ไม่เอาสิ่งนั้นด่าทอขี้บ่น มันก็ไม่ได้เรื่อง กิเลสมันเอาเราสองทางเสมอ สิ่งที่ไม่เป็นสาระ คือ ความที่มันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ แปรปรวนได้ แล้วเอาสิ่งที่เป็นสาระ คือ อะไรที่ทำให้เราเห็นความไม่เที่ยง มีปัญญามีสติมีสมาธินั่นคือ มรรค เห็นตามความเป็นจริงโดยความเป็นของไม่เที่ยงของขันธ์ห้า เจริญเกาะอยู่กับมรรคแปด จะทำให้สามารถที่จะเห็นขันธ์ห้าตามความเป็นจริงได้

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

พระคาถาเยธัมมา [6609-2m]27 Feb 202300:59:37

“ธรรมเหล่าใดมีเหตุเป็นแดนเกิด พระตถาคตเจ้าทรงแสดงเหตุและความดับแห่งธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะ มีปกติทรงสั่งสอนอย่างนี้” ธรรมะนี้นั้น เมื่อมาถึงหูของเราแล้ว จะเข้าสู่จิตใจของเราได้ไหม อยู่ที่จิตของเรามีความวิเวกหรือไม่ เพราะคนส่วนใหญ่ถ้าเผลอเพลินไป ที่ไม่ใช่แค่ความพอใจแต่ความโกรธความไม่พอใจด้วย จึงเห็นแต่ความดำรงอยู่ของมันด้านเดียว ไม่เห็นเหตุและความดับ

แต่อะไรก็ตามที่มีเหตุเกิด ถ้าเหตุเกิดมันก็เกิด ถ้าเหตุดับมันก็ดับ ไม่ใช่มีอยู่ดำรงอยู่เท่านั้น จะเข้าใจได้ ในที่นี้จึงเริ่มด้วยการตั้งสติตามกระบวนการของพุทธานุสสติ จะไม่เพลิน แต่เห็นตามความเป็นจริง จะทำให้เราปล่อยวาง ละความยึดถือในจิตใจของเราได้

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

ผู้มีราตรีเดียวเจริญ [6608-2m]20 Feb 202300:56:59
เวลามันพัดตัวเราจากปัจจุบันกลายเป็นอดีตไปเรื่อยๆ สู่ความตาย แต่จิตที่มักคำนึงยึดถือยินดีพอใจถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว หรือคืบคลานต่อไปในอนาคต เห็นสิ่งต่างๆ โดยความเป็นของมั่นคงยั่งยืนเที่ยงแท้ มีความเพลินความพอใจ นั่นคือ ง่อนแง่นคลอนแคลน ไม่มีหลัก ไม่มีเกณฑ์ ถูกพัดไปตามกระแส แต่จะเป็นผู้ฉลาด มีปัญญาเห็นแจ้งตามความเป็นจริง แยกกายแยกใจ เห็นขันธ์ห้าโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ทั้งในอดีต อนาคต และปัจจุบันด้วย “วางแม้ในสิ่งที่เป็นธัมม์ปัจจุบัน” เริ่มต้นด้วยการตั้งสติ “สติอยู่ตรงไหน ปัญญาอยู่ตรงนั้น” ตั้งสติไว้แล้ว สิ่งต่างๆ มันจะแยกจากกัน ทำไปเรื่อยๆ ตามกระบวนการของมรรค มันจะดับได้เอง “วางความยึดถือแม้ในจิต”

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

ชัยชนะอันไม่กลับแพ้ [6607-2m]13 Feb 202300:58:06

ปฏิบัติภาวนาด้วยการเจริญอานาปานสติ เริ่มจากการตั้งสติ เพื่อให้เราฝึกทักษะการสังเกตอารมณ์ ความคิด ความรู้สึก ลมหายใจ สังเกตุทั้งกายและจิต เพื่อการแยกแยะ มีสติแล้วสมาธิก็ตั้งมั่น จนเกิดปัญญาวุธ คือปัญญาที่เห็นทุกสิ่งในโลกนั้น เป็นสมมติ ไม่เที่ยง เป็นอนัตตา พิจารณาซ้ำๆลงไปก็จะเห็นตามความเป็นจริง

เมื่อเกิดปัญญาวุธ เราจึงเห็นทุกสิ่งๆ มีแค่ “ธาตุ” เป็นองค์ประกอบ หาใช่ตัวเราไม่ หากแต่เรามีอุปาทานไปยึด ไปเกาะ ที่รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

เราจะกำจัดอุปาทานได้ เราต้องพิจารณาขันธ์ทั้งห้า ว่าไม่เที่ยง เป็นอนัตตา พิจารณาย้ำ ซ้ำลงไปอีก จนจิตคลายกำหนัด คลายความยึดถือ อุปาทานก็จะลอกออกๆ กิเลสจะลดลงๆ

แต่เรายังไม่สามารถถอนราก เหง้าของกิเลสนั่น คือ “ตัณหา และอวิชชา” ซึ่งอยู่ใน “จิต” ของเราได้ จนกว่าเราจะพิจารณาเห็น “ความไม่เที่ยงของจิต” บางทีก็เป็นประภัสสร บางทีก็เศร้าหมอง เมื่อไม่เที่ยง แม้แต่จิตเราก็ไม่เอา อวิชชา ตัณหาก็ดับ ความดับเย็นนั้นคือนิพพาน นั้นคือ “ชัยชนะอันไม่กลับแพ้”

รักษาความชนะที่ชนะแล้วได้ดี ไม่มีความอาลัย เป็นผู้ไม่ติดถิ่นที่อยู่ (กิเลส) ด้วย “ปัญญาวุธ”

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

หนทางเอกในการล่วงทุกข์ [6606-2m]06 Feb 202300:58:58

ปฏิบัติภาวนาด้วยการเจริญธัมมานุสติ

ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราสัมผัสทั้งหมด ทั้งรูป-นาม ล้วนแต่มีเหตุ มีปัจจัย มีเงื่อนไข ต้องอาศัยสิ่งนี้ ต้องอาศัยสิ่งนั้นเกิด เป็นกฏธรรมชาติที่มีอยู่แล้ว จึงมีความเป็น“อนัตตา” ไม่มีตัวตน ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ คือ ความทนอยู่ในสภาพเดิมได้ยาก เกิดทุกข์ที่ทนได้ยาก คือ ความทุกข์ และทุกข์ที่ทนได้ง่าย คือ ความสุข

เหตุของทุกข์ คือ ตัณหา ความทะยานอยาก เมื่อเกิดผัสสะ ก็เกิดเวทนาความรู้สึก ยินดี ยินร้าย และเกิดตัณหา จิตเกิดความอยากมี ความอยากไม่มี จิตจึงเข้าไปยึดถือคืออุปาทานในสิ่งนั้น เกิดทุกข์ลงที่ “ขันธ์ทั้งห้า คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ” ไม่ได้เกิดที่ไหน จนเราคิดว่าเป็นตัวเรารู้สึกทันที เกิดเป็นภพ เป็นสภาวะ

ผัสสะเกิดที่ไหน จิตอยู่ที่นั่น จิตอยู่ที่ไหน ความทุกข์เกิดที่นั่น ความทุกข์เกิดเพราะ มีความทะยานอยาก ตัณหา มีความยึดมั่นถือมั่น อุปาทานในสิ่งที่เป็นขันธ์ห้าทั้งหมด เกิดเป็นตัวตน คือ สภาวะ สภาวะแห่งการสั่งสม เหตุเกิด เพราะอวิชชา ความไม่รู้ครอบงำจิต เข้าใจว่าทุกสิ่งเป็นอัตตา เป็นสุข เที่ยง จึงเกิดเป็น “สังสารวัฏ” เปรียบเสมือนกรงขังเราอยู่ ที่ไม่รู้เวลาออก ถูกรัดตึงด้วยตัณหา ครอบงำด้วยอวิชชา วนไปวนมานับไม่ถ้วน

พระพุทธเจ้าทรงค้นพบสิ่งที่มีอยู่ ความตั้งอยู่เป็นธรรมดา “ธัมมัฏฐิตตา” ความตั้งอยู่เป็นธรรมชาติ “ธัมมนิยามตา” ความที่เมื่อมีสิ่งนี้ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ๆ จึงเกิดขึ้น “อิทัปปัจจยตา”

พระพุทธเจ้าทรงใคร่ครวญทางพ้นทุกข์ ในธรรมะ คือ สติปัฏฐานสี่ คือ สติสัมโพชฌงค์ หนึ่งในองค์ธรรมตรัสรู้ เกิดสัมมาสติ มีความเพียรคือสัมมาวายามะ ตั้งจิตไว้ในจิตที่ถูกต้องมีสัมมาทิฐิ สัมมาสังกัมปะ ศีลครบก็เกิดสัมมาอาชีวะ สัมมากัมมันตะ สัมมาวาจา จิตเริ่มระงับลงๆ จนเกิดเป็นสัมมาสมาธิ เกิดพร้อม ถึงพร้อมองค์ประกอบอันประเสริฐแปดอย่าง ที่เป็นทางสายกลางไม่แล่นไปสุดโต่งสุขหรือทุกข์ เป็นคำสอนที่เราปฏิบัติได้ มีอยู่ตามธรรมชาติ ปฏิบัติตามเพื่อความถึงพร้อม รู้พร้อม คือ มัชฌิมาปฏิปทา ทางเอกในการเข้าสู่พระนิพพาน

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

ความจริงที่พระพุทธเจ้าสอน (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) [6605-2m]30 Jan 202300:55:48

เจริญอานาปานสติ เพื่อให้เห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความเป็นอนัตตา เป็นทางแห่งพระนิพพาน

เดิม...เพราะเรามีอวิชชาครอบอยู่ คือ ความไม่รู้ ไม่เข้าใจว่าตัวเราเองเป็นอนัตตา (ไม่มีตัวตน) คิดว่าตัวเราเป็นอัตตา (มีตัวตน) พอไม่รู้ ไม่เห็นตามความเป็นจริง จึงได้โอกาสนายช่างผู้สร้างเรือน คือ ตัณหา ความทะยานอยาก ในสิ่งที่เราพอใจ ไม่พอใจ เพลินไป จัดสร้างโครงเรือนขึ้นมา ประกอบเป็นตัวตนด้วย ราคา โทสะ โมหะ (กิเลส) จึงให้ เกิดความรู้สึกว่านี่เป็นตัวตน เป็นตัวฉัน เกิดภพ เกิดชาติ ไม่สิ้นสุด...

หากแต่พอเราให้กำลังกับ ปัญญา มรรค สมาธิ วิชชาด้วยการพิจารณาวิปัสสนา จะเกิดญาณปัญญา คือ เห็นตามความเป็นจริงว่า “สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา” เห็นว่ากายเราเป็นเพียงธาตุสี่ เปลี่ยนแปลงตลอดด้วยเหตุ ปัจจัย ห็นเป็น “ทุกขลักษณะ” เห็นด้วยภาวนามยปัญญา จะเกิดความเบื่อหน่าย นิพพิทา จะคลายกำหนัด เห็นอยู่บ่อยๆ จะไม่ยึดถือ และวางกายนี้ได้ ว่าไม่ใช่ตัวตนของเรา

หากแต่ล็อกชั้นที่สอง คือ ยังคิดว่า “จิตเป็นของเรา” พิจารณาต่อไปว่า จิตก็เป็นของไม่เที่ยง มีผ่องใส มีสุข มีทุกข์ แม้จิตก็ไม่ใช่ตัวตนของเรา เปลี่ยนแปลงได้ เป็นอนัตตา (ไม่มีตัวตน) เหมือนกัน อนิจจัง (ไม่เที่ยง) เหมือนกัน เป็นทุกข์เหมือนกัน ไม่ควรเห็นว่าเป็นจิตของเรา

เห็นบ่อยๆ จะปล่อยวางจิตได้ ทำซ้ำๆ ย้ำๆ ทำจนวิมุตติไม่ย้อนกลับ วางๆๆ จนเหลือแต่ “ความว่าง” คือ เย็น คือ นิพพาน ทำย้ำ ทำซ้ำไปเรื่อยๆ ละเอียดแล้วละเอียดอีก

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

ระวังสมาธิเป็นพิษ [6604-2m]23 Jan 202300:58:23

“ฐานะ 2 อย่าง คือ ทั้งเกิด และทั้งดับ ไม่ว่าจะในกุศลหรืออกุศล ก็เกิดเวทนาได้”


เจริญพุทธานุสสติ ระลึกถึงวาระที่พระพุทธเจ้าหลีกเร้นแล้วสำรวจสมบัติในเรื่อง “เวทนา” พระพุทธเจ้าทรงเตือนว่า เวทนามีในทุกสิ่ง ทั้งในมิจฉาสมาธิ ทั้งการเข้าไปสงบระงับแห่งมิจฉาสมาธิ ทั้งในสัมมาสมาธิ และการเข้าไปสงบระงับแห่งสัมมาสมาธินั้นด้วย สมาธิทั้งหมดนั้นมีการเสวยอารมณ์ คือ เวทนาแน่นอน แม้แต่ในขณะที่พยายามที่จะบรรลุ หรือบรรลุแล้ว เพียงต่างกันตรงที่ชนิดของเวทนา

เมื่อมีเวทนาแล้วจึงเพลินไปหลงไปเข้าไปยึดถือในเวทนา ถูกจิตหลอก ทำให้สมาธิกลายเป็นพิษ แม้ในสัมมาสมาธิก็มีกับดักให้ไปยึดถือได้ ในทีนี้ยกตัวอย่างบุคคลที่ได้รับผลจากสมาธิที่เป็นพิษ คือ ท่านพระเทวทัต อาฬารดาบส และอุทกดาบสผู้รามบุตร เวทนาเข้าไปยึดถือได้ด้วยจิตของเรา ไม่ว่าเวทนานั้นจะเกิดจากอะไรก็ตาม มันเป็นกับดักของจิต จิตหลอกให้ยึดถือ มีความเป็นอัตตา

วิธีแก้คือการอุดรูรั่ว ให้เห็นด้วยปัญญา ปัญญาเห็นไม่ใช่ตัวเราเห็น เห็นถึงความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นำมรรคมาใช้ ขณะเดียวกันก็ให้ระวังรูรั่วในมรรค รูรั่วในมรรค คือ การเข้าไปยึดถือ และความไม่เที่ยงของมรรค เพราะมรรคก็คือการปรุงแต่ง เวทนาก็คือการปรุงแต่ง เห็นความจริง มีความหน่ายแล้ว ปฏิบัติกิจตามหลักอริยสัจสี่ จะอุดรูรั่ว พาแพถึงฝั่งได้ วางแพวางความยึดถือปล่อยวางได้ ดับเย็น

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

กำจัดจุดอ่อน คือ เวทนา [6603-2m]16 Jan 202300:57:31

“เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา แต่เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งตัณหานั้น นั่นเทียว จึงมีความดับแห่งอุปาทาน นี่แหละ คือ ความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งทุกข์”


ปฏิบัติสมถะ วิปัสสนา โดยอานาปานสติ คือ ใช้ลมหายใจเป็นเครื่องมือเพื่อให้เราเกิดสติขึ้น 


เมื่อมีสติ รับรู้ลมหายใจเข้า-ออก เกิดสมาธิ จิตสงบ ระงับลงๆ คือ เป็นสมถะ


จากนั้นพิจารณาให้เห็นว่า ทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง เกิดจากผัสสะที่เข้ามากระทบ เกิดเวทนา คือ สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ จึงเกิดตัณหา จึงเกิดอุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่น เกิดภพ สภาวะ เกิดชาติ ชรา หมุนวนไป ไม่จบสิ้น


จะดับทุกข์ได้ “จิตต้องเห็นเวทนาเป็นของไม่เที่ยง อนิจจัง เห็นเวทนาเป็นของสิ้นไปเสื่อมไป เป็นธรรมดา”


เห็นอย่างนี้บ่อยๆ สะสมๆๆ เป็นปัญญา ตัณหาจะค่อยๆ จางคลาย จนจิตปล่อยวาง คลายความยึดมั่นถือมั่น ตัณหาดับ อุปาทานดับ ทุกข์จึงดับ นั่นเอง. 

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

ศรัทธาเกิดได้ด้วยปัญญาสาม [6602-2m]09 Jan 202300:58:07

ศรัทธาของใครก็ตาม จะต้องเป็นศรัทธาที่มีทรรศนะ คือ มีความเห็น เห็นด้วยตา ด้วยปัญญาอย่างนี้ เป็นมูลเป็นเหตุอย่างนี้ จะเรียกว่า เป็นศรัทธาที่มั่นคง คือ “มีศรัทธาถึงพระพุทธเจ้าโดยส่วนเดียว “

จะมีศรัทธาที่มั่นคง ไม่คลอนแคลนได้ ต้องเกิดจากปัญญาสามอย่าง คือ

  1. ปัญญาที่เกิดจากการฟังเรียกว่า สุตมยปัญญา คือ ควรเลือกฟังจากผู้เป็นกัลยาณมิตร หากแต่ความศรัทธายังคลอนแคลนอยู่ได้ จึงต้องเพิ่มในปัญญาที่สอง คือ
  2. ปัญญาที่เกิดจากการใคร่ครวญคิดพิจารณาเรียกว่า จินตามยปัญญา คือ มีวิมังสา ตรวจสอบ พิจารณาเหตุผลคือมีมูลราก แล้วให้เกิดศรัทธา คือ ความเชื่อ ความมั่นใจ ความเลื่อมใส ที่มั่นคงกว่าสุตมยปัญญา หากแต่ยังสามารถเลื่อนไหล ไม่มั่นคง จึงต้องเพิ่มในปัญญาที่สาม คือ
  3. ปัญญาที่เกิดจากการพัฒนา เห็นแจ้งด้วยตัวเองจริงๆ เรียกว่า ภาวนามยปัญญา คือ ปัญญาที่เกิดจากการภาวนา มีวิริยะ ลงมือทำความเพียร คือ ปรารภกุศล ละอกุศล สติระลึกถึงแต่สิ่งที่เป็นกุศล เกิดโวสสัคคารมณ์ คือ จิตที่มีการปล่อยวางอารมณ์ เกิดสมาธิ จิตตั้งมั่น สามารถรู้ชัดได้ใน สังสารวัฏ เห็นการหมุนวนไปของสิ่งที่เกิดขึ้นและดับไป วนไป ภาวนาจนตัณหาจางคลายไป เป็นความคลายกำหนัด เป็นความเย็น คือนิพพาน คือ เห็นด้วยปัญญา รู้ได้ด้วยปัญญา เกิดความรู้ คือ วิชชาขึ้น เรียกว่าเป็นปัญญา เกิดที่จิตเรา

ศรัทธาที่เกิดแบบนี้เรียกว่า เป็นศรัทธาที่มั่นคง มีมูลรากแล้วลงมือทำ เกิดวิชชา เกิดปัญญา จาก “ภาวนามยปัญญา”

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

ชรามรณะเป็นประดุจภูเขา [6814-2m]31 Mar 202500:55:35
เจริญอานาปานสติ มรณสติ อยู่อย่างไม่ประมาท อย่างมีปัญญา ด้วยการสร้างเหตุ ที่จะให้ถึงความดับไม่เหลือ แห่งความเกิด ความแก่ ความตาย นั่นคือดำเนินตามมรรคมีองค์ประเสริฐแปดอย่าง ซึ่งเป็นปฏิปทาเพื่อให้เกิดวิชชา, ในช่วงเวลาที่เหลือ, เราจะอยู่ด้วยการ ประพฤติธรรม ประพฤติสม่ำเสมอ สร้างกุศล บำเพ็ญบุญ, เราก็จะพ้นจากความเกิด แก่ เจ็บ ตายได้ นั่นเอง.

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

ศรัทธาได้ด้วยปัญญา [6601-2m]02 Jan 202301:01:10

ใคร่ครวญมาในธรรมในหัวข้อศรัทธาที่ตั้งมั่นแล้วอย่างไรจึงจะชื่อว่าเป็นการได้อันยอดเยี่ยม ศรัทธาเป็นแรงผลักดันให้มีการลงมือกระทำ และเป็นตัวประสานสิ่งต่างๆ เข้าด้วยกัน ในขณะที่ศีลจะเป็นพื้นฐานที่หนักแน่นให้ยืนอยู่ได้ ศรัทธา คือ ความเชื่อ ปสาทะ คือ ความเลื่อมใส เกิดได้จาก 3 ทาง คือ


ประการที่ 1: ศรัทธาที่เกิดจากปัญญา ปัญญาจะเกิดได้ต้องมาจากการศึกษา การศึกษามาจากการฟัง ศรัทธาจึงฟัง ฟังจึงศึกษา ศึกษาจึงเกิดปัญญา ปัญญานั้นก่อให้เกิดศรัทธา ศรัทธาต้องเป็นระดับนิวิฎฺฐสทฺโธ ปสาทะต้องเป็นระดับนิวิฏฺฐเปโม คือ ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ศรัทธาที่ตั้งมั่นในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ต้องเป็นศรัทธาในระบบ ไม่ใช่ศรัทธาที่ตั้งไว้บนความรักความพอใจ เพราะศรัทธาต่อตัวบุคคลจะก่อให้เกิดโทษแห่งความเลื่อมใสนั้นได้ ศรัทธาในพุทโธ พุทโธไม่ใช่บุคคล แต่เป็นระบบของการตรัสรู้ ธัมโม คือ สิ่งที่จะเข้ามาสู่ใจ เป็นธรรมที่มีการปฏิบัติที่ถูกต้อง ไม่ใช่แค่ตัวอักษร สังโฆ คือ กลุ่มที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ สุปฏิปัณโณ จึงจะไม่เป็นการประทุษร้ายต่อสกุล


ประการที่ 2: ศรัทธาเกิดจากกัลยาณมิตร และการโยนิโสมนสิการ กัลยาณมิตร คือ กัลยาณธรรมจะทำให้ได้ฟังธรรม เป็นการให้จากภายนอก โยนิโสมนสิการ คือ การทำในใจโดยแยบคาย เป็นจุดเชื่อมสมองเข้าสู่ใจ เป็นการรับเข้าภายใน


ประการที่ 3: ทุกข์เป็นที่ตั้งอาศัยของศรัทธา ทุกข์จะทำให้เห็นธรรมก็ต่อเมื่อเลือกทางออกจากทุกข์นั้นได้ถูกต้อง ไม่จมลงในทุกข์ เพราะจิตนั้นตริตรึกไปทางไหน สิ่งนั้นจะมีพลัง จะถูกยกสูงขึ้นทันที เป็นการนำสถานการณ์มาใช้ ใช้ทุกข์ให้เกิดปัญญา

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

พัฒนาวิเวกสามเพื่อความดับเย็น [6552-2m]26 Dec 202200:59:26

บุคคลเมื่อให้ทานแล้ว ควรพัฒนาตนเอง และปฏิบัติตามกาลอันควรด้วย “วิเวกสามประการ”

วิเวกสาม ประกอบด้วย

1. กายวิเวก วิเวกทางกาย กายที่ไม่มีอะไรมารบกวน

2. จิตตวิเวก วิเวกทางจิต จิตที่ไม่มีอะไรมารบกวน ด้วยสติที่ตั้งมั่นระลึกถึงจาคานุสสติ ทานที่สละออก เว้นจากกาม พยาบาท เบียดเบียน นิวรณ์ต่างๆ ด้วยจิตที่เป็นกุศล “สุขโสมนัสที่ประกอบด้วยกุศลธรรมจึงเป็นฐานะที่มีได้ในจิตบุคคล ผู้มีจิตตวิเวก”

3. อุปธิวิเวก วิเวกทางอุปธิ คือ จิตที่สงบระงับจากสังขารทั้งปวง ปราศจากการปรุงแต่ง การปรุงแต่ง นั้นคือ อุปธิ

กิเลส ขันธ์ห้า กุศล อกุศล บุญ บาป นิวรณ์ กายวิเวก จิตตวิเวก และต่างๆ ก็เป็นอุปธิ เหมือนกันหมด ให้เห็น การปรุงแต่ง เปลี่ยนแปลง ไม่เที่ยงเพราะอาศัยการปรุงแต่งกันและกันแล้ว จึงเกิดขึ้น มีเกิด มีดับ มีเกิด เรียกได้ว่า “เห็นอุปธิ เห็นกระแสแห่งการปรุงแต่งแล้ว ด้วยความวิเวก”

ก็จะมีความคลายกำหนัด คือ วิราคะ จิตน้อมไปในความหน่าย

“สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ย่อมมีความดับได้เป็นธรรมดา สิ่งนั้น ก็ไม่ควรค่าที่จะยึดถือเอาไว้” 

จิตก็น้อมไปเพื่อการปล่อยวาง ด้วยสติ ปัญญา ให้เราเข้าถึงอุปธิวิเวก เดินตามทางมรรคมีองค์แปดเพื่อความดับเย็น คือ นิพพาน

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

การดับปปัญจสัญญา [6551-2m]19 Dec 202200:54:02

เจริญพุทธานุสติ ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า ให้เกิดสติขึ้น เพื่อที่จะดับ ปปัญจสัญญา

ปปัญจสัญญา คือ อนุสัย หรือกิเลส อันเป็นเครื่องทำความเนิ่นช้า เป็นเครื่องครอบงำ อุปนิสัย สันดาน หรือความเคยชิน

  • ที่เกี่ยวเนื่องกับความชอบใจ คือ ราคานุสัย
  • ที่เกี่ยวเนื่องกับความขัดเคือง ไม่พอใจ คือ ปฏิฆานุสัย
  • ที่เกี่ยวเนื่องกับความคิดผิด คือ ทิฏฐานุสัย
  • ที่เกี่ยวเนื่องกับในลักษณะที่ตั้งคำถาม เคลือบแคลง ไม่ลงใจ คือ วิจิกิจฉานุสัย
  • ชนิดที่ถือตัว หมิ่นท่าน เรียกว่า มานานุสัย
  • ชนิดที่เป็นตัวตนขึ้นมา คือ ภวราคานุสัย คือ การกำหนัดติดในภพ การพอใจในฐานะ ตำแหน่ง
  • ความไม่รู้ ไม่เห็นจริงตามความเป็นจริงในสิ่งทั้งหลาย คือ อวิชชานุสัย

เมื่อมีผัสสะเข้ามาทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จะเกิด เวทนา และเกิดอนุสัย ความเคยชินต่างๆ ต่อเวทนานั้น ไม่ว่าเป็นความ พอใจ ไม่พอใจ ความถูก ความผิด ความขัดเคือง ความสงสัย เกิดความเป็นตัวตน เหล่านี้ ถือเป็น มิจฉา คือ มีกิเลสเพิ่มขึ้น จิตไม่สงบ “การดับปปัญจสัญญานี้ได้ ก็คือ ดับตามเหตุของมัน” นั่นเอง

คือ ต้องมี “สติ” ทีจะแยกแยะสิ่งที่มากระทบ ว่า เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีตัวตน

เมื่อไม่เกิดเวทนาใดๆ เพราะเห็นตามความเป็นจริง ก็ไม่เกิดเวทนาที่จะไป เนิ่นช้า ไปแช่ให้ถูกครอบงำ อนุสัยก็ไม่เกิด ปปัญจสัญญาก็ดับ

ก็จะอยู่เหนือเวทนา เหนือสุข เหนือทุกข์ คือ พ้น หรือแยกจากกัน คือ วิมุตตินั่นเอง

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

“ทุกข์” สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน เป็นส่วนมาก [6550-2m] 12 Dec 202201:00:20

เจริญธัมมานุสติ ธรรมะของพระพุทธเจ้า ทำจิตให้สงบ โดยการเอาจิตจดจ่ออยู่กับสติ จนจิตสงบ ระงับ

ต่อด้วยการเจริญวิปัสสนา คือ การสร้างปัญญาให้รู้เห็นตามที่เป็นจริง โดยการใคร่ครวญธรรมะ

ธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสอน ทั้งหมดทั้งปวง ส่วนใหญ่เป็นเรื่อง “ทุกข์” เมื่อใดที่เข้าไป “ยึดถือ” จะ “เกิดทุกข์” ทันที

ขันธ์ทั้งห้า คือ กองทุกข์ ที่เกิดจากการยึดถือว่าเป็นตัวเรา เป็นของเรา

เมื่อไปยึดถือจึงเกิดทุกข์ เพราะทั้งรูป เวทนา สัญญา สังขาร และ วิญญาณเป็นอนัตตา คือ ไม่มีตัวตน จึงไม่เที่ยง คือ เปลี่ยนแปลงตามเงื่อนไขปัจจัยหรือเรียกว่าอนิจจัง จึงเป็นทุกข์ เพราะมีลักษณะที่ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้

พิจารณาธรรม โดยน้อมเข้ามาสู่ตน พิจารณาขันธ์ทั้งห้าของเราเอง ว่า “ไม่มีตัวตน ไม่เที่ยง เป็นทุกข์”

แม้แต่จิตก็ไม่ใช่ตัวเรา แต่เป็นสภาวะแห่งการสั่งสม ไปยึดถือรูป เวทนา สัญญา สังขารผ่านทางวิญญาณ การรับรู้ ว่าเป็นตัวเรา

หากแต่ความจริง ทั้งขันธ์ห้า และจิต “ไม่มี” ไม่มีอะไรเป็นตัวเรา เป็นของเรา

พิจารณา ใคร่ครวญธรรม เช่นนี้อยู่บ่อยๆ อวิชชาจะดับ เมื่ออวิชชาดับ วิชชา” จึงเกิด

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

ใจเป็นของกลาง จิตเป็นประภัสสร [6549-2m] 05 Dec 202200:58:33

ใจเป็นของกลาง จิตเป็นประภัสสร

เจริญจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ด้วยการตั้งสติขึ้น ให้เห็นจิตในจิต ให้เห็นจิตที่มีความสงบระงับลง แยกกันออกไปจากเครื่องเศร้าหมองต่างๆ

เราจะรักษาใจช่องทางนี้ให้ปกติอยู่ ใจนั้นต้องมีสติเป็นที่แล่นไปสู่ พอใจมีสติเป็นที่เล่นไปสู่, “สติ” นั้นจะทำให้ “ใจแล่นไปสู่วิมุตติ” ใจของเราก็จะพ้นได้

วิมุตติ แปลว่า พ้น พ้น นี่คือ แยกจากกัน “ใจของเราก็จะสามารถแยกจากส่วนที่เป็นกาย แยกจากส่วนที่เป็นเครื่องเศร้าหมองต่างๆ” ให้ใจมีความเป็นกลาง ได้ด้วยสติที่เราตั้งขึ้น

ให้มีสัมมาสติ มีสัมมาวายามะ ความเพียร รักษาทั้งใจ ด้วยรักษาทั้งจิต ไม่ให้มีเครื่องเศร้าหมอง คือ ราคะ โทสะ โมหะ มาหุ้มห่อ กลุ้มรุมจิตเรา จิตจะมีความผ่องใสขึ้น มีความสะอาดขึ้น มีความประภัสสร ปราศจากอกุศล ด้วยสติที่เราตั้งเอาไว้

หากแต่จิตที่เป็นประภัสสรก็ไม่เที่ยง เราไม่ควรไปยึดถือว่าเป็นตัวเรา เป็นของเรา ให้ “วาง” เลย ไม่ยึดถือในสิ่งนั้น

“ไม่มีกิจอื่นที่จะต้องทำขึ้น ยิ่งไปกว่านี้อีกแล้ว”

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

การบูชาไฟ [6548-2m]28 Nov 202201:02:01

เจริญอานาปานสติ ใคร่ครวญธรรม หมวดเรื่องของการบูชาไฟ “ไฟที่ควรละ ไฟที่ควรบูชา” ด้วยจิตที่เป็นสมาธิ

มีไฟอยู่สามกองที่ควรละ ควรเว้น เพราะเป็นไฟแห่งอกุศล คือ ไฟแห่งราคะ ไฟแห่งโทสะ ไฟแห่งโมหะ

ไฟอีกสามประการที่ควรสักการะ เคารพ นับถือ บูชา จะต้องบริหารให้อยู่เป็นสุข คือ ไฟคืออาหุไนยบุคคล ไฟคือคหบดี ไฟคือทักขิไณยบุคคล

ไฟคืออาหุไนยบุคคลได้แก่ มารดา บิดา

ไฟคือคหบดี คือ คนรอบข้างตัวเรา ทั้งคู่ครอง ทั้งครอบครัว ทั้งญาติพี่น้อง คนงานและ

ไฟคือทักขิไณยบุคคล คือ สมณพราหมณ์ ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ

ใช้กาย วาจา ใจเป็นเครื่องบูชาที่จะประคับประคองไฟ คือ อาหุไนยะ คหบดี ทักขิไณยะ ได้โดยเริ่มจากให้มีสติ ตั้งขึ้นไว้ คือ มีสัมมาสติ, สัมมาวายามะ ตามมา คือ มีความเพียรพยายามเพิ่มกุศลธรรมตั้งจิตให้ดี รักษาจิตให้ถูก มีเมตตา มีอุเบกขา ก่อให้เกิด, สัมมาทิฐิ หมายถึงความรู้ หมายถึงปัญญา ที่เราจะต้องใคร่ครวญ ไตร่ตรอง โยนิโสมนสิการ, มีสัมมาวาจา, เกิดสัมมาสังกัปปะ คือ ความดำริชอบ เราจะควบคุมความคิดของเรา ทำสิ่งที่เป็นกุศลทั้งกาย วาจา ใจ, เกิดสัมมากัมมันตะและสัมมาอาชีวะ ดำเนินชีวิตการกระทำทางกาย การกระทำที่ถูกต้อง อาชีพที่ถูกต้อง เพราะกิเลสลดลง

เมื่อเราประคับประคองบูชาไฟที่ถูก จิตของเราจะเป็นอารมณ์อันเดียว นี้คือสมาธิ เกิดเป็นสัมมาสมาธิ เมื่อครบองค์ประกอบอันประเสริฐแปดอย่าง จิตสว่าง จิตนิ่งดิ่ง สงบเป็นประภัสสร แม้จิตประภัสสรก็ไม่เที่ยง ไม่ควรที่เราจะไปยึดถือ ไม่ใช่ตัวเรา ไม่มีตัวตน เป็นทุกข์ เห็นด้วยปัญญา วิชชาเกิด อวิชชาดับ นิพพาน คือ ความเย็นก็เกิดขึ้น

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

อปฺปฏิวาณี ความไม่ถอยกลับ [6547-2m]21 Nov 202201:03:24

เจริญพุทธานุสติ ตามระลึกถึงความเพียรชนิดที่ไม่ถอยกลับของพระพุทธเจ้า


ในตอนก่อนที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ ท่านได้ตั้งจิตไว้ซึ่ง อปฺปฏิวาณี หมายถึง ความไม่ถอยกลับ คือ ไม่สำเร็จ ไม่เลิกกลางคัน


คือ ภายหลังที่พระองค์กลับมาปฏิบัติตามทางสายกลาง อยู่ตามลำพัง แม้ว่ามีความเพียรในการปฏิบัติตามทางสายกลางอย่างสูง หากแต่ ก็มีหลายครั้งที่สมาธิก็เสื่อมไป จิตใจมีความสงบบ้าง ไม่สงบบ้าง เกิดมีความท้อแท้ พระองค์จึงต้องการกำลังใจอยู่บ้าง พระองค์จึงทรงตั้งจิตอธิษฐาน เพื่อสร้างกำลังใจให้ตัวเองว่า ฉันต้องบรรลุธรรมให้ได้ เราจะต้องไม่ถอยกลับในการทำความเพียรนี้ อธิษฐานลงไปอีก ตั้งใจลงไปอีก แม้ว่ามีกองทัพมารมากวน พระองค์ก็ทรงมีจิตแน่วแน่ จะไม่ลุกจากที่นั่ง ถ้าไม่บรรลุธรรม


อธิษฐานเอาไว้ตั้งใจมั่นอย่างแรงกล้าในการที่จะทำสิ่งนี้ให้สำเร็จ ถ้าไม่สำเร็จไม่เลิกกลางคัน นั่นคือ จิตตะ วิมังสา คือ การพิจารณาไตร่ตรองใคร่ครวญแก้ไขปรับปรุง มีฉันทะ มีวิริยะ คือ ความกล้า กล้าในการที่จะเผชิญหน้า กล้าที่จะลงมือทำ คือ อิทธิบาทสี่


จนเกิดปัญญา เห็นรูปแบบของการเกิด การดับ เห็นเหตุ ปัจจัย อาสวะ เห็นอริยสัจสี่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค พิจารณาจนกิเลสหมดไปจากจิตท่าน เหมือนตาลยอดด้วน คือ ไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้น อีกต่อไปแล้ว จึงเป็นจุดเริ่มต้นของพระพุทธศาสนาจากความเพียรที่ไม่ถอยกลับของพระองค์

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

อกุศลวิตกเจ้าจงหยุด เจ้าจงถอยกลับ [6546-2m]14 Nov 202201:01:43

ปรารภเรื่องราวการปฏิบัติก่อนเข้าปฏิบัติธรรมของพระเจ้ามหาสุทัสสนะ ที่จะเปล่งวาจาสั่งความคิดในทางกาม ทางพยาบาท และทางเบียดเบียน ไม่ให้ตามเข้าไป การกระทำที่เป็นการแสดงความเคารพในพระพุทธเจ้าจะมีอยู่ 3 ระดับ ตั้งแต่การแสดงออกทางกาย เหมือนที่พระเจ้าพิมพิสารถอดหัวโขนของกษัตริย์ออก การแสดงออกทางวาจา และการแสดงออกทางใจในการที่จะกำจัดกามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก

เมื่อเราจะเริ่มทำความดีมักมีเครื่องทดสอบ ก่อนอื่นเราต้องแยกแยะให้ได้ว่าเครื่องทดสอบนั้นคืออะไร จะแยกได้ก็ด้วยสติ ผัสสะ หรือเครื่องทดสอบนี้สามารถเข้าสู่ช่องทางใจของเราได้ตามประตูทั้ง 6 แต่เราจะอนุญาตให้เข้าสู่จิตได้หรือไม่ก็อยู่ที่ประตูที่สอง คือ สติ ทำให้การรับรู้นั้นเป็นเพียงรู้เฉย หรืออาจจะให้เข้าสู่จิตได้เหมือนอย่างพระพุทธเจ้าท่านก็ต้องรับรู้ก่อนมีความคิดก่อนก่อนที่จะแสดงธรรมนั้น พระพุทธองค์ทรงทำให้เห็นว่าเราสามารถเป็นผู้อยู่เหนือความคิดได้ นำความคิดนั้นมาใช้งานได้

ควรเข้าใจแยกแยะกุศลธรรมหรืออกุศลธรรมให้ถูก ดีหรือไม่ดีไม่ได้ดูที่สุขเวทนาหรือทุกขเวทนา เลือก input ดีๆ เมื่อเข้าใจได้ถูกแล้ว จิตจะมีพลังน้อมมาในกุศลแล้วจะ รวมลงเป็นสมาธิ วิธีการฝึกก็คือ 1. รักษาอวัยวะเหมือนเต่าหดในกระดองก็จะพ้นภัย รับรู้มาก่อนสติ 2. การใช้ลิ่มสลักของช่างไม้ 3. การรู้จักสังเกตุการแต่งตัวของหนุ่มสาว 4. การทำสมาธิทำจิตให้ละเอียดเหมือนความละเอียดของอิริยาบทต่างๆ และ 5. ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ต่อจิตที่มีความหยาบมาก ทำดังนี้จะเป็นผู้อยู่เหนือกามวิตก พยาบาทวิตก และวิหิงสาวิตกได้ในที่สุด ค่อยฝึกไปตามลำดับ

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

เปลี่ยนศัตรูให้เป็นมิตร [6545-2m]07 Nov 202201:00:49

เจริญอานาปานสติให้เป็นธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน เพื่อให้เกิดสัมมาสติ ไม่ฟุ้งซ่าน

พึ่งตนพึ่งธรรมด้วยการดูลมหายใจของเรา ให้สติอยู่กับลมหายใจ ไม่ลืมลม

พอเราตั้งสติขึ้นมาได้จิตมีสติรักษา จะมีปัญญา ตอบสนองต่อผัสสะ อย่างมีสติ ไม่เกิดอกุศล ความฟุ้งซ่านลดลงได้

แล้วใคร่ครวญธรรมะ “อย่าเห็นแก่ยาว อย่าเห็นแก่สั้น เวรย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวร แต่ระงับด้วยการไม่จองเวร”

การเห็นแก่ยาว คือ การจองเวรให้ยืดเยื้อ อย่าเห็นแก่สั้น คือ อย่าแตกร้าวจากมิตรให้เร็วนัก เห็นแก่สั้น ตัดมิตรภาพขาดออกสั้นๆ เราก็จะไม่มีกัลยาณมิตร

หากแต่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ว่า “ต้องมีกัลยาณมิตร”

ให้เรารักษากัลยาณมิตร ให้เหมือนว่าเป็นอวัยวะที่อยู่ในร่างกาย เชื่อมต่อกับตัวเรา

ผลที่ได้รับจากการ “ไม่เห็นแก่ยาว ไม่เห็นแก่สั้น” จิตใจของเราจะไม่มีการผูกเวร จะเกิดปัญญาเพื่อเชื่อมต่อ กัลยาณมิตร

เกิดเป็นกลุ่มก้อน แล้วยังสามารถเปลี่ยนศัตรูให้เป็นมิตร อาจมีผิดพลาดกันบ้าง ให้มีสติตั้งขึ้นใหม่

“สติ” นั้นจึงเป็นตัวที่สำคัญ เป็นประธาน ในการที่จะให้จิตของเรานั้น ไม่เห็นแก่ยาว ไม่เห็นแก่สั้น ระงับเวร ตั้งสติสัมปชัญญะ เอาไว้ได้

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

ผู้เชี่ยวชาญในความคิด [6544-2m]31 Oct 202201:01:40

เจริญอานาปานสติ เพื่อที่จะควบคุมความคิด ควบคุมความคิด โดยการฝึกสติ

ไม่ใช่หยุดคิด แต่เป็นการที่ให้รู้ความคิด คำว่า "รู้" หมายถึง มีสติ ระลึกรู้ โดยใช้เครื่องมือ คือ ลมหายใจ

ลมหายใจเป็นป้อมยาม สติ คือ ยาม คือ การระลึกได้ เป็นยามมาอยู่ที่ลมหายใจ

สติ-สมาธิ ไม่ใช่จะเป็นของที่ได้มาด้วยการข่มขี่ บังคับ ห้ามปรุงแต่ง แต่ได้มาด้วย “ความเพียร” จะได้มาด้วยความสงบระงับ

มีอะไรให้ กำหนดรู้เฉยๆ สังเกตดูเฉยๆ ดูผัสสะต่างๆ ผ่านมาทางประตูทั้งหก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่เข้าสู่จิต เปรียบเหมือนสัตว์หกชนิด นก สุนัขบ้าน สุนัขจิ้งจอก จระเข้ งู ลิง ผูกไว้กับเสา คือ สติ ให้จิตน้อมไปทางมีสติ คือ อยู่ที่เสา หรือลมหายใจ “จิตน้อมไปทางไหน จิตนั้นก็ยิ่งมีพลัง” ความคิด ความฟุ้งซ่านก็อ่อนกำลังลง

ช่วงแรกๆ ขณะที่มีสติ สังเกต สิ่งต่างๆ นั้น นิวรณ์ มันก็ยังอยู่ สมาธิยังไม่เกิด

หากแต่เราฝึกไปเรื่อยๆ จะมีช่วงเวลาที่สติเกิดขึ้น และค่อยๆ กำจัดนิวรณ์ออกได้ทีละนิดๆ

ช่วงนี้ คือ จิตเป็นสมาธิแล้ว จุดนี้ เราจะเลือกคิดได้ ว่าจะคิดเรื่องอะไร คิดแก้ปัญหา ความคิดสร้างสรรต่างๆ

ฝึกเรื่อยๆ ในชีวิตประจำวัน เราจะสามารถควบคุมความคิดได้

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

น้อมจิตตริตรึกทางกุศล [6813-2m]24 Mar 202500:55:54
เราตริตรึกคิดนึกไปทางไหน สิ่งนั้นจะมีกำลัง เราจึงต้องมีสติอยู่กับพุทโธ มีกัลยาณมิตร กัลยาณธรรมเพื่อให้จิต อยู่กับกุศลธรรมทั้งทางกาย วาจา ใจ อกุศลลดน้อยลง กุศลธรรมเพิ่มขึ้นๆ ก็จะเกิดความเปลี่ยนแปลงได้ในตัวเรา จากคนไม่ดี กลายเป็นคนดี, คนไม่มีปัญญา กลายเป็นคนมีปัญญา, จิตน้อมมาทางธรรม ทางมรรคมีองค์แปด มากขึ้นๆเรื่อย จนถึงที่หมายคือนิพพานได้ จากการที่เราตริตรึกในพุทโธ ในกุศลตลอดเวลา

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

การคว่ำลงของอวิชชา [6543-2m]24 Oct 202201:01:59

เจริญธรรมานุสติปัฏฐาน ใคร่ครวญธรรมะที่เรียกว่า อวิชชา “อวิชชาย่อมปรากฏเพราะมีสิ่งนี้ สิ่งนี้เป็นปัจจัย”

อวิชชาแปลว่าความไม่รู้ ไม่รู้ในอวิชชาแปดอย่าง อวิชชามีคุณสมบัติ

๑. ทำให้เราเกิดความเพลิน

๒. จึงทำให้เรารู้เป็นส่วนๆ และไม่รู้ ไม่เข้าใจเรื่องราวสถานการณ์โดยรวมว่า สังสารวัฏ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นอย่างไร

๓. ความไม่รู้ทำให้เราไม่รู้ตัว เวลาถูกกิเลสเผาอยู่

๔. ทำให้เราเข้าใจผิดพลาดไปว่า “ทุกข์คือสุข”, เข้าใจผิดว่า สัมมาวายามะ ทำความเพียรคือทุกข์, เข้าใจผิดว่าสัมมาสติ สัมมาสมาธิเป็นความเบื่อหน่าย

๕. อวิชชาปิดเรื่องราว ปิดความเข้าใจทำให้ เราไม่รู้เรื่องราวทั้งหมด เพื่อให้ตัวอวิชชาเจริญขึ้นๆ

อวิชชาเจริญได้เพราะมีอาหารคือนิวรณ์ทั้งห้า วิจิกิจฉา ความฟุ้งซ่าน ความง่วงซึม ความโกรธ ความอยากความเพ่งเล็ง นิวรณ์ห้า เกิดจากความทุจริตทางกาย วาจา ใจ, ทุจริตสามเกิดจากไม่สำรวมอินทรีย์, ไม่สำรวมอินทรีย์เกิดจากการขาดสติ สัมปชัญญะ จนเกิดอกุศลขึ้น

หากแต่เราฝึกสติ สัมปชัญญะ เรื่อย ๆ โดยการใช้ปัญญาพิจารณาอย่างแยบคาย หรือ โยนิโสมนสิการ โดยการหมั่นฟังพระสัทธรรม, เลือกคบสัตบุรุษหรือกัลยาณมิตรคือคนที่ทำให้กุศลจิตเกิดขึ้นได้ จึงเกิดศรัทธา ความมั่นใจ

จิตอยู่ตรงไหน สติก็อยู่ตรงนั้น, สติอยู่ตรงไหน อวิชชาก็อยู่ตรงนั้น, อวิชชาอยู่ไปทุกที่, วิชชาก็เกิดได้ทุกที่ไปหมด

สติ สมาธิ ปัญญาอยู่ตรงไหน วิชชาอยู่ตรงนั้น, อวิชชาก็ดับไปตรงนั้น

พิจารณาสมถะ วิปัสสนา เห็นความไม่เที่ยง พิจารณาอย่างแยบคาย, วิชชา ความรู้ก็เกิดขึ้น, อวิชชา ความไม่รู้ก็เบาบางลง พิจารณาอย่างนี้เรื่อยๆบ่อยๆ จนไม่มีอาหารของอวิชชา, “วิชชาเกิด อวิชชาก็คว่ำลงหมด” นั่นคือ ดับเย็นคือพระนิพพาน เป็นการดับของอวิชชา ดับแบบถอนรากถอนโคน.

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

รอยเกวียนเก่า [6542-2m]17 Oct 202201:00:46

สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงกำลังตาย หรือตายอยู่ในบัดนี้ด้วย ตายแล้วในอดีตด้วย จะตายในอนาคตด้วย

แม้แต่ตัวเราก็จะต้องตายเหมือนกันอย่างนี้ ความสงสัยในเรื่องการตายนี้ไม่มีแก่เรา

เจริญสังฆานุสสติ เป็นการปฏิบัติบูชา ระลึกถึงสงฆ์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ตามคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า ดำเนินตามๆ กันมาตามทางอันมีองค์ประกอบอันประเสริฐแปดอย่าง ปฏิบัติธรรมสืบต่อกันมา ทำให้มีคำสอนของพระพุทธเจ้าสืบต่อมาถึงปัจจุบัน

การปฏิบัติต้องประกอบด้วยสองส่วน คือ สมถะ และวิปัสสนา

1. สมถะ คือ การตั้งจิตมั่นให้สงบ เจริญสังฆานุสสติ จนจิตสงบ เป็นอารมณ์อันเดียว สติเป็นธรรมอันเอกจะทำให้เกิดสัมมาสมาธิได้

2. วิปัสสนา คือ การเห็นตามความเป็นจริง เมื่อจิตสงบ เรามาพิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริง โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาในสิ่งต่างๆ เห็นเกิด เห็นดับ ตลอดเวลา จนจิตเกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด “นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา”

เห็นด้วย สติ สมาธิ ปัญญา ว่า “กายนี้ ตัวเรานี้ก็ตาย ตัวบุคคลก่อนหน้าเรามา ก็ตาย แล้วในอนาคตก็ต้องตายต่อไป มันเป็นธรรมดาอย่างนี้มันจะต้องตายอย่างนี้ ทุกคนตายเหมือนกันหมด”

ให้เรามาตามทางที่จะไปสู่ประสาทแห่งธรรมะ ทางที่พระพุทธเจ้าท่านดำเนินเอาไว้ ตามทางที่พระพุทธเจ้า เหล่าอริยสาวกในสมัยพุทธกาลครูบาอาจารย์ในรุ่นก่อน จนถึงครูบาอาจารย์ที่ร่วมสมัยกันกับเราไปตามทางนี้หมด เข้าสู่บ้านที่จะดับเย็น นั่นคือ นิโรธ พักผ่อนอย่างสบาย สุขกาย สุขใจได้นั่นเอง

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

ธรรมชาติย่อมย่อยสลาย [6541-2m]10 Oct 202201:00:13

“เพราะ ธรรมชาติที่ย่อมสลาย เหตุนั้นจึงเรียกว่า รูป”

เจริญกายคตาสติ พิจารณาร่างกาย ว่าร่างกายของเรานี้ คือ กองรูป คือ รูปขันธ์ ขันธ์หมายถึง กอง ที่มีแขนขา มีตัวมีหน้า มีอวัยวะภายในต่างๆ มารวมกันเป็นกลุ่มก้อน เขาจึงเรียกว่ารูปขันธ์

และมีส่วนที่เป็น “นาม” คือ เวทนาคือความรู้สึก สัญญา คือ ความหมายรู้ สังขาร คือ การปรุงแต่ง และจุดที่มันเชื่อมกันอยู่ของกายและใจ คือ วิญญาณ คือ การรับรู้ เกิดความเพลิน พอใจ ไปใน รูป สัญญา สังขาร วิญญาณ

“เกิดความเพลินความพอใจเมื่อไหร่ ตรงนั้นแหละ คือ ตัณหา มา อุปาทาน คือ ตัณหามายึดถือ ขันธ์ทั้งห้านี้ ขึ้นเป็นตัวเป็นตนขึ้นมา ความยึดถือครองนั้น เป็น “กระแสต่อเนื่องกันมา” ในขันธ์ห้านี้ เกิดภพ เกิดชาติ สืบต่อๆ กันมา เกิดเป็นกระแสของการสะสม “จิต คือ สภาวะแห่งการสะสม”

ใช้ปัญญาพิจารณากายเป็นเพียงธาตุสี่ ดิน น้ำ ไฟ ลม เป็นเพียงธรรมชาติ ย่อมย่อยสลายไป ไม่เที่ยง ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เป็นเรา ไม่มีจริง เป็นสภาวะของกระแสที่สืบเนื่องต่อกันมาเท่านั้น ไม่ควรค่าที่จะไปยึดถือ

นาม “เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ” ก็เช่นเดียวกัน เปลี่ยนแปลง เกิด-ดับ อยู่ตลอด ต้องไม่ยึดถือเป็นตัวตน เพราะไม่เที่ยง

แต่ให้เห็น เป็นสภาวะแห่งการสะสม

พิจารณากายของเราอย่างต่อเนื่อง เราก็จะอยู่เหนือ ทั้งนาม ทั้งรูป อยู่เหนือบุญ อยู่เหนือบาป สามารถที่จะดับเย็นได้

นั่นคือ นิพพาน นั่นเอง

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

© My Podcast Data · Projet indépendant · Données issues d'Apple & Spotify